สถิติเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

จากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปอีกเรื่อยๆ ได้นำมาซึ่งความสะดวกสบาย ความรวดเร็วฉับไว ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากประโยชน์มหาศาลที่ผู้ใช้ได้รับจากเทคโนโลยีอันทันสมัยนี้ สิ่งที่แฝงมาด้วยคือภัยร้ายที่อาจคุกคามชีวิตและทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ดังนั้น หลายหน่วยงานทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจึงได้มีการทำการสำรวจสถิติความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นบันทึกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ต่อไป

สถิติเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

ปัจจุบันมีหน่วยงานของต่างประเทศหลายหน่วยงานที่ทำการสำรวจข้อมูลสถิติเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่นCSI, IPRI ส่วนหน่วยงานของไทยที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมสถิติทางด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ไทยเซิร์ท หน่วยงานเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศ สังกัดศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ภายใต้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากรายงานการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นของ CSI ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มีมูลค่าสูงที่สุด รองลงมาคือการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์และการปล่อยไวรัสตามลำดับ ในขณะที่ AusCert ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดจากการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์พบว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์มีมูลค่าสูงที่สุด รองลงมาคือการปล่อยไวรัสและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือเมล์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคนในองค์กรตามลำดับ

เว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงหลายเว็บไซต์ก็ได้ทำการสำรวจข้อมูลและผลกระทบของการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า BotRevolt.com ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติที่น่าสนใจและสามารถเตือนใจผู้ที่ชื่นชอบการเล่นคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตให้ระมัดระวังตัวและไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อได้เป็นอย่างดี

ผลสำรวจล่าสุดของเว็บไซต์ BotRevolt.com ในปีค.ศ. 2012 พบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มากกว่า 556 ล้านคนต่อปี โดยคิดเป็น 1.5 ล้านคนต่อวัน 1,080 คนต่อนาที และ 18 คนต่อวินาที โดยสามารถขโมยเงินได้มากถึง หนึ่งแสนล้านเหรียญต่อปี หรือสามารถขโมยเงินจากเหยื่อได้เฉลี่ย 197 เหรียญต่อคน ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ก่ออาชญากรรมคือ อันดับหนึ่ง เหตุผลทางด้านการเงินร้อยละ 96 ความไม่เห็นด้วยหรือการประท้วงร้อยละ 3 ทำไปเพราะความสนุกสนาน ความอยากรู้อยากเห็น ความภาคภูมิใจร้อยละ 2 และสุดท้าย ความโกรธแค้นส่วนตัวร้อยละ 1

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบอีกด้วยว่าอาชญากรทางคอมพิวเตอร์สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเราผ่านการลับลอบเจาะระบบ (Hacking) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งร้อยละ 81 อันดับสองคือ มัลแวร์ (Malware) ร้อยละ 69 การขโมยข้อมูลโดยตรงโดยการลักลอบทำสำเนาข้อมูลในบัตรเครดิต ATM หรือทำบัตรปลอมร้อยละ 10 การหลอกถามข้อมูลตัวต่อตัว ทางโทรศัพท์และผ่านอีเมล์ร้อยละ 7 และสุดท้ายคือการนำข้อมูลของลูกค้ามาเปิดเผยร้อยละ 5

นอกจากการสำรวจของเว็บไซต์ชื่อดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำอีกหลายบริษัทที่ได้เผยผลสำรวจผลกระทบที่ได้รับจากการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นี้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Symantec บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอนติไวรัสและระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต ได้เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 74 ล้านราย ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ สูญเงินเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 3.2 หมื่นล้านเหรียญฯ ในขณะที่จีนสูญเงินไป 2.5 หมื่นล้านเหรียญ ตามมาด้วยบราซิล 1.5 หมื่นล้านเหรียญและอินเดีย 4 พันล้านเหรียญ

ในประเทศไทยนั้น หลังจากที่ได้มีการประกาศออกใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็ได้มีการรวบรวมการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บเป็นสถิติ โดยตัวอย่างข้อมูลจากศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ไทย หรือ ไทยเซิร์ท ในปีพ.ศ. 2550-2554  พบสถิติเว็บไซต์หน่วยงานด้านการศึกษามีไวรัสมากกว่าเว็บไซต์หน่วยงานอื่น คิดเป็นร้อยละ 48 และในปีพ.ศ. 2555 ประเทศไทยมีสถิติการหลอกลวงต้มตุ๋นทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในจำนวนภัยคุกคาม คิดเป็นร้อยละ 67

ในส่วนของคดีความ จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2550 จนถึง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 พบว่ามีคดีความที่เข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติฯทั้งสิ้น 185 คดี โดยแบ่งเป็นในพ.ศ. 2550 จำนวน 9 คดี, พ.ศ. 2551 จำนวน 28 คดี, พ.ศ. 2552 จำนวน 72 คดี, และในพ.ศ. 2553 จำนวน 73 คดี โดยสามารถจำแนกคดีได้ตาม ขั้นของกระบวนการพิจารณาคดี และ ผลของคดี ดังนี้

1. คดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ 74 คดี

2. คดีที่พนักงานอัยการสั่งฟ้อง 43 คดี

3. คดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คดี

4. ดีที่มีการไกล่เกลี่ย ยอมความ ถอนฟ้อง 10 คดี

5. คดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ 2 คดี

6. คดีที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด 37 คดี

7. คดีที่ศาลพิพากษาแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าถึงผลการพิจารณาคดีได้ 14 คดี

8. คดีที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่พนักงานอัยการไม่ได้สั่งฟ้องตามข้อหาดังกล่าวหรือศาลไม่ได้พิพากษาว่าเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 4 คดี

สำหรับประเภทของการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
1. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการกระทำความผิดต่อตัวข้อมูล หรือระบบคอมพิวเตอร์โดยตรงตามมาตรา 5-13 อาทิ การเจาะระบบ การดักข้อมูล หรือการก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ด้วยการเผยแพร่โปรแกรมทำลาย
2. ความผิดที่ว่าด้วยตัวเนื้อหาของข้อมูลที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตามมาตรา 14-16  เช่น การเผยแพร่ภาพลามก การเผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อความมั่นคง หรือการหมิ่นประมาทด้วยการตัดต่อภาพ เป็นต้น จากการเก็บสถิติคดีในช่วงเวลา 3 ปีภายหลังพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีผลใช้บังคับ หากพิจารณาสัดส่วนของคดีต่าง ๆ ที่ศาลพิจารณาพิพากษาแล้ว จะพบว่าเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อตัวระบบหรือตัวข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งอยู่ในหมวดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม จำนวน 45 คดี  คิดเป็นร้อยละ 24.32 ของคดีทั้งหมด ในขณะที่คดีที่เป็นความผิดที่ว่าด้วยเนื้อหามีจำนวนถึง 128  คดี คิดเป็นร้อยละ 69.19 ของคดีทั้งหมด นอกนั้นเป็นส่วนที่ข้อมูลไม่ชัดเจนอีก 12 คดี หรือร้อยละ 6.49

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>