ความเป็นมาของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ผลกระทบจากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกิดขึ้นในวงกว้างคือการก่อคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อร่างกาย ทรัพย์สิน ตลอดจนชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทั้งในส่วนบุคคล องค์กร และรวมไปถึงประเทศชาติ นอกจากนี้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งบทกฎหมายที่มีนั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ เช่น หลักฐานที่อยู่ในรูปของคลิปวีดิโอ ข้อความเสียง หรือการจราจรของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจไม่สามารถจับต้องได้ ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ปี พ.ศ.2550 เพื่อให้สามารถดูแลจัดการและลงโทษผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสมยุติธรรม

ความเป็นมาของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

นื่องจากสังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยระบบเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เพื่อความสะดวกสบายและรวดเร็วทันใจในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน  จึงก่อให้เกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสภาพปัญหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ประกอบไปด้วย

ประการแรก คอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก เช่นการสนทนาสื่อสาร การส่งข้อมูลและแชร์ข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะเป็นในรูปของข้อความ รูปภาพหรือคลิปวีดิโอ แต่อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ก็เป็นเหมือนดาบสองคมหากผู้ใช้นำไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น การขโมยข้อมูลของคนอื่น และนำไปเผยแพร่ต่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย การหลอกลวงผู้ใช้คนอื่นให้เชื่อใจและโอนเงินให้

ประการที่สองคือ ระบบคอมพิวเตอร์นั้นมีความรวดเร็วในการส่งข้อมูลข่าวสารและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากได้อย่างฉับไว ซึ่งส่งผลให้การกระทำผิดเป็นไปได้อย่างง่ายดายและสร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง

ประการที่สามคือ เนื่องจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้นมีความแตกต่างไปจากอาชญากรรมทั่วๆไปในสังคม ซึ่งส่งผลให้กฎหมายที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุมการกระทำผิดในลักษณะนี้และไม่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้ เหตุเพราะกฎหมายอาญานั้นมุ่งคุ้มครองวัตถุที่มีรูปร่างเท่านั้น แต่สำหรับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ข้อมูลข่าวสารถูกบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้อยู่บนแผ่นกระดาษ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจไม่ครอบคลุมในส่วนนั้น เช่น การโจรกรรมเงินในบัญชีธนาคารของผู้ใช้รายอื่นๆผ่านทางบัญชีธนาคารออนไลน์ การโจรกรรมรูปภาพหรือคลิปวีดิโอที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น อีกทั้งพยานหลักฐานต่างๆนั้นสามารถถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่น ข้อมูลที่ถูกบรรจุอยู่ในฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) หรือ แฟลชไดรฟว์ (Flash Drive)

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบในทางลบอย่างมากมายทั้งต่อบุคคลและสังคม การร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จึงได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีเจตนารมณ์ดังนี้

1. เพื่อเป็นการใช้กรอบแห่งกฎหมายใน การกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษในการเรียกร้องค่าเสียหาย แก่ผู้กระทำความ ผิดเพื่อคุ้มครองสิทธิให้แก่ประชาชน

2. เพื่อกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งด้าน นโยบาย มาตรฐาน แนวปฏิบัติและกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะแก่ตนเองหรือบุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยผ่านระบบคอมพิวเตอร์ก็ตาม โดยให้มีแนวทางการปฏิบัติการดำเนินงานให้เกิดความชัดเจนถูกต้องในแนวทางเดียวกัน

การร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2541 โดยคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น เห็นชอบให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติดำเนินการโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2549 จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการลงมติรับหลักการและลงมติเห็นชอบ จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้

ผลกระทบเมื่อมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมพ.ศ. 2550 ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยในวงกว้าง ดังต่อไปนี้

             1.ด้านการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ เมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ออกประกาศกระทรวง เรื่องหลักการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2550 ออกมา เพื่อจะได้มีพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีเมื่อเกิดอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการร้านอินเทอร์เน็ต ต้องมีการจัดเตรียมระบบและอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้ประกอบการดังกล่าวได้ประสบปัญหาหลายข้อ

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการเป็นเพียงองค์กรขนาดเล็ก ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบและไม่เคยดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์มาก่อน ซึ่งหากไม่ทำตาม จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทำให้ร้านให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายร้านต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีเงินทุน ส่วนผู้ประกอบการหรือองค์กรขนาดใหญ่ ก็จะมีภาระต้นทุนในการจัดการด้านการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มมากขึ้น และผู้บริหารอาจยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ ซึ่งกระทรวงหรือสำนักงานจึงควรออกมาประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำในการส่วนของการเลือกซื้ออุปกรณ์ให้ถูกต้องเหมาะสมและมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฯฉบับนี้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ

              2.ด้านการขอความร่วมมือผู้ให้บริการในต่างประเทศ บางครั้งมีความจำเป็นในการขอความร่วมมือผู้ให้บริการในต่างประเทศในการขอข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใช้งานในต่างประเทศกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แต่ในต่างประเทศไม่มีการบังคับใช้กฎหมายแบบเดียวกัน ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการในต่างประเทศ

3.ด้านความไม่เข้าใจของประชาชนในการแจ้งความดำเนินคดี ดังจะเห็นได้จากการที่มีประชาชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางเข้ามาร้องเรียนที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งในความเป็นจริง ประชาชนสามารถแจ้งความที่สถานีตำรวจทั่วประเทศได้ทันที

4.ด้านความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่เกิดจากไวรัสคอมพิวเตอร์และแฮกเกอร์ (Hacker) ไวรัสคอมพิวเตอร์และการโจรกรรมข้อมูลของแฮกเกอร์นั้น ได้สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากต่อผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม ไวรัสหรือการขโมยข้อมูลนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับวัตถุหรือระบบฮาร์ดแวร์ใดๆ จึงไม่สามารถฟ้องร้องในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ได้ อย่างไรก็ดี เครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยการทำงานของสามส่วน ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ โปรแกรมและข้อมูล หากไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ระบบก็จะไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ จึงสามารถตีความได้ว่า การทำให้ฮาร์ดแวร์ไร้ประโยชน์เป็นการทำให้เสียทรัพย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>